ข่าวประชาสัมพันธ์
เรื่อง : มารู้วิธีการป้องกันโรคเอดส์
  รายละเอียด :

สามารถป้องกันโรคเอดส์ได้อย่างไร?
เพราะโรคเอดส์แพร่เชื้อด้วยเพศสัมพันธ์ ยูเอ็นเอดส์(UNAIDS) มีข้อเสนอแนะเพื่อความปลอดภัยในการ
ป้องกัน คือ ข้อเสนอปฏิบัติ ABCD ดังนี้
A (Abstain) การมีเพศสัมพันธ์ที่มีการควบคุมและไม่สำส่อน
B (Be faithful) การมีเพศสัมพันธ์กับคู่ร่วมสัมพันธ์ที่เชื่อใจได้
C (Condom Use) การใช้ถุงยางอนามัย

ประโยชน์ของการใช้ถุงยางอนามัยสามารถป้องกันโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
และความไม่พร้อมในการตั้งครรภ์ได้ การใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ง่ายและได้ผล
ประโยชน์ของการใช้ และวิธีการใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคเอดส์
1. พยายามอย่าให้เล็บจิกโดนถุงยางอนามัย
2. จับและดึงตรงปลายสุดของถุงยางอนามัย
3. ใส่ถุงยางอนามัยในขณะที่อวัยวะเพศกำลังแข็งตัว จากนั้นดึงให้สุด
4. หลังจากเสร็จกิจจากการมีเพศสัมพันธ์แล้วกรุณาถอดถุงยางอนามัยอย่างระมัดระวัง
5. ถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว กรุณามัดแล้วห่อด้วยกระดาษชำระก่อนทิ้งทุกครั้ง
D (Do Pre-test) การได้รับการตรวจเอดส์
ในกรณีที่มีความวิตกกังวลหลังจากที่ได้มีเพศสัมพันธ์ที่น่าสงสัยว่าอาจจะติดเชื้อเอดส์ จะต้องเข้ารับ
การตรวจเอดส์หลังจากที่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงนี้แล้วประมาณ 12 สัปดาห์(ประมาณ 3 เดือน) จึงจะได้
ผลตรวจที่แน่นอนและชัดเจน คุณสามารถเข้ารับการตรวจเอดส์ฟรี โดยไม่เปิดเผยรายชื่อได้ที่คิวซี(KHAP)
หรือสถานีอนามัย

หากได้รับเชื้อโรคเอดส์แล้วสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่?
โรคเอดส์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีแล้วก็จะทำให้มีสุขภาพที่ดีและมีชีวิตอยู่ได้นาน!!!
ในขณะเดียวกันเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของเชื้อเอชไอวีต้องใช้ยาหลายๆ ตัว และนอกจากนี้แล้วสิ่งที่ดีที่สุด
คือการทำจิตใจให้สบาย และไม่ทำงานหนักจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ
ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
• ต้องใช้ยาหลายๆ ชนิด ในเวลาเดียวกัน
• รับประทานอานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
• ออกกำลังกายอย่างถูกต้องและพักผ่อนให้เพียงพอ
• ทำจิตใจให้สบาย


การให้การอบรมเพื่อการป้องกันโรคเอดส์คืออะไร?
โครงการให้การอบรม คือ การอบรมผู้เข้าร่วมรณรงค์เพื่อการป้องกันโรคเอดส์ด้วยการคัดเลือกแกนนำขึ้นมา
หลังจากที่ได้รับการฝึกฝนที่จำเป็นถึงการป้องกันโรคเอดส์ก็จะออกไปทำกิจกรรมเกี่ยวกับการให้คำแนะนำ
และให้การอบรมแก่เพื่อนๆ และคนที่รู้จัก

แกนนำไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็จริง แต่ก็มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการให้ประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับวิธีการป้องกัน
โรคเอดส์ต่อผู้เข้าร่วมรณรงค์ อีกทั้งให้คำแนะนำต่อหน่วยงานในกรณีที่มีความยากลำบากต่อการให้คำแนะนำ
หรือการแก้ไขปัญหาส่วนตัว และการช่วยในการตัดสินใจของแพทย์
คนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้นำกลุ่มผู้เข้าร่วมรณรงค์จะต้องมีความชัดเจนในการให้ข่าวสาร และต้องให้ความ
สำคัญต่อการที่จะช่วยให้ผู้อื่นได้รับแรงบันดาลใจ ด้วยเหตุผลข้างต้น บทบาทของแกนนำจึงมีความสำคัญยิ่ง
เพราะจากการทำวิจัยโดยผ่านหลายวิธีได้พบว่าหากผู้นำกลุ่มนั้นมีอายุหรือมีวัฒนธรรมที่เหมือนกันกับผู้เข้าร่วม
รณรงค์ก็จะทำให้ผลของการอบรมนั้นได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

การป้องกันการติดเชื้อเอดส์จากการมีเพศสัมพันธ์

โรคเอดส์ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทย การติดเชื้อเปลี่ยนจากคนที่ติดยาเสพติดมาเป็นคนวัยรุ่น:ซึ่งเกิด
จากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และไม่รู้จักป้องกันตัวเอง บทความนี้จะเน้นเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ
โรคเอดส์

หลักฐานว่าการใช้ยาสามารถป้องกันโรคเอดส์

  • จากการทดลองในสัตว์พบว่าหากให้ยาต้านไวรัสหลังจากการฉีดเชื้อเอดส์เข้าไป 4 ชั่วโมงและให้ยานาน 28 วัน ผลไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อแต่ลดปริมาณเชื้อต้องเน้นว่าเป็นการฉีดเชื้อเข้าไป
  • เมื่อทดลองใหม่โดยการนำเชื้อไปป้ายที่เยื่อบุช่องคลอด และเริ่มให้ยาที่ 12 ,36, ผลพบว่า 3/4 รายที่ให้
    ยาหลังจากสัมผัสเชื้อ
    72 ชม.ไม่ติดเชื้อ ส่วนอีกรายหนึ่งพบว่าติดเชื้อแต่ได้รับเชื้อไปน้อย(การที่ป้ายเชื้อที่เยื่อบุช่องคลอดเปรียบเสมือนการมี
    เพศสัมพันธ์ตามปกติโดยที่ไม่เกิดแผลจากการทดลองพบว่าจะพบเชื้อในกระแสน้ำเหลือง
    2 วันหลัง
    จากได้รับเชื้อ พบเชื้อในกระแสเลือดหลังจากได้รับเชื้อ
    5 วัน ซึ่งจากการทดลองทำให้ทราบว่าการให้ยาป้องกันในช่วงเวลาที่เหมาะสมสามารถป้องกันการติดเชื้อได้
  • จากผลการให้ยาต้านไวรัสสำหรับเด็กที่มีแม่เป็นโรคเอดส์ พบว่าเมื่อให้ยาแก่เด็กที่เกิดมาใน 72 ชั่วโมง
    จะลดอัตราการเกิดโรคได้ร้อยละ
    50 หากให้เกิน 72 ชั่วโมงผลจะไม่ดี
  • จากการศึกษาในประเทศบราซิลโดยจะให้ยา 2 ชนิดหากตรวจช่องคลอดแล้วไม่พบแผล ให้ยา 3 ชนิด
    หากช่องคลอดมีแผล จะให้ยาเมื่อมาใน
    72 ชั่วโมงหลังสัมผัสโรค ผลพบว่าผู้ที่ได้รับยา 180 คน
    สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ผู้ป่วย
    145 คนที่ไม่ได้รับยา(มาเกิน 72 ชั่วโมง) มีอัตราการ
    ติดเชื้อร้อยละ
    2.7
  • ยังมีการศึกษาอีกหลายอันที่บ่งว่าการให้ยาป้องกันสามารถลดอัตราการติดเชื้อโรคเอดส์

ผลเสียของการให้ยาป้องโรคเอดส์หลังสัมผัสโรค

  • เมื่อประชาชนรู้ว่ามียาที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคเอดส์ได้ ประชาชนจะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงมากขึ้น พบว่ามีประชาชนร้อยละ 14 จะมีพฤติกรรมที่เสี่ยงเพิ่มขึ้น และร้อยละ 17 ต้องมารับยาป้องกันเป็น
    ครั้งที่
    2
  • ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัสเช่น คลื่นไส้อาเจียน(57%) อ่อนเพลีย(38%) ผลเลือดผิดปกติ(8%) ผลข้างเคียงมากจนต้องหยุดยา(1.3%)
  • เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค เนื่องจากยาไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด เชื้อที่เร็ดรอดไปก็
    อาจจะดื้อยาได้

การป้องกันคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่

ความคุ้มค่าหมายเงินที่ลงทุนไปว่จะให้ผลดีคุ้มค่ากับเงินที่ลงไปหรือไม่ มีการศึกษาที่แสดงว่าคุ้มค่าดังนี้

  • การมีเพศสัมพันธ์กับคนเป็นโรคเอดส์
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายถูกกระทำ)จากผู้ที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคเอดส์หรือไม่

เมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ได้ป้องกัน คุณจะทำอย่างไร

เมื่อท่านมีเพศสัมพันธ์กันคนที่เป็นโรคเอดส์ หรือกับคนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ หรือท่านไม่ทราบว่าเขา
เป็นโรคหรือไม่ ให้ท่านทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  • เจาะเลือดตรวจ เนื่องจากคนที่เป็นโรคส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ ดังนั้นจะต้องเจาะเลือดว่า
    ติดเชื้อหรือไม่ หากท่านไม่ติดก็อาจจะต้องให้ยาป้องกันการติดเชื้อ เมื่อเงื่อนไขครบ
  • เมื่อไรจึงให้ยา เนื่องจากการให้ยาจะได้ผลเมื่อให้ใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และการให้ยาจะมีผลข้างเคียง ดังนั้นจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่สงสัยว่าจะได้รับเชื้อนั้นนานๆครั้ง แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้แก้เรื่องพฤติกรรมและได้รับเชื้อนั้นเป็นประจำ เช่นผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือผู้ที่มีสามีหรือภรรยาเป็นโรคและไม่ได้มีการป้องกัน กลุ่มคนเหล่านี้ไม่เหมาะที่จะได้รับยา
    เพื่อป้องกัน
  • เจาะเลือดคนที่ให้เชื้อ การสัมผัสกับสารคัดหลั่งเชื่อน้ำเชื้อ เลือดของผู้ที่เป็นโรคเอดส์จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค การให้ยาป้องกันภายใน 72 ชั่วโมงสามารถป้องกัน
    การติดเชื้อได้ระดับหนึ่ง ดังนั้ควรจะนำคนที่ท่านสัมผัสมาเจาะเลือดตรวจและซักประวัติ
    หากเพิ่งจะติดเชื้อโรคเอดส์ในร่างกายเขาจะมีเชื่อจำนวนมากเพราะแนั้นโอกาศที่จะติดเชื้อก็มาก
    แต่หากไม่สามารถนำมาเจาะเลือด และพิจารณาว่าเขาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น พวกติดยา พวกรัก
    ร่วมเพศ พวกสำส่อนทางเพศ ก็อาจจะให้ยาเพื่อป้องกันไปก่อนและนำผู้ต้องสงสัยมาเจาะเลือด
    หากไม่เป็นก็หยุดยาได้ทันที
  • วิธีการได้รับเชื้อ จากตารางข้างล่างจะแสดงอัตราการติดเชื้อ พบว่าการได้รับเลือดจากคนที่เป็น
    โรคจะมีอัตราการติดเชื้อสูงสุด รองลงมาได้แก่การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การถูกเข็มตำ การมีเพศ
    สัมพันธ์ทางทวารหนัก ส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก(ฝ่ายกระทำ)
    การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก

นอกจากโรคเอดส์แล้วยังต้องตรวจโรคอย่างอื่นหรือไม่

  • การป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี
  • การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การป้องกันการตั้งครรภ์

คำแนะนำสำหรับการให้ยาป้องกัน

  • เมื่อท่านสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่น เลือด น้ำเชื้อ หรือสารคัดหลั่งอื่นของผู้ที่เป็นโรคเอดส์ และให้
    พบแพทย์ให้เร็วที่สุดก่อน
    72 ชั่วโมงควรจะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อตามแนวทางแนะนำและ
    ควรจะให้ยานาน
    28 วัน
  • ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้ยาตัวไหนดีที่สุด แต่จากประสบการณ์สูตรเหล่านี้ให้ผลดี เช่น efavirenz
    และ
    lamivudine หรือ emtricitabine และ zidovudine หรือ tenofovir (as a
    nonnucleoside-based regimen) และ lopinavir/ritonavir (coformulated in one
    tablet as Kaletra ? ) และ zidovudine ร่วมกับ lamivudine หรือ emtricitabine
  • ยังไม่มีหลักฐานว่าการใช้ยา 3 ชนิดจะดีกว่า 2 ชนิด แพทย์และผู้ป่วยต้องปรึกษาว่าถึงผลดีผลเสียของการใช้ยา 3 ชนิด
  • หากได้ประวัติจากผู้ให้เชื้อ ต้องซักประวัติว่าเคยได้ยาต้านไวรัสมาก่อนหรือไม่ เจาะดูปริมาณเชื้อ
    เมื่อใด ดื้อต่อยาชนิดไหนเพื่อที่จะได้ปรับการให้ยาป้องกัน
  • สำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่นมีเพศสัมพันธ์ หรือสัมผัสสารคัดหลังเช่นเลือด และพบแพทย์ภายใน
    72 ชั่วโมงแต่ไม่ทราบว่าคนที่ให้เป็นโรคหรือไม่ แพทย์จะไม่แนะนำหรือต่อต้านการให้ยาป้องกัน
    แต่จะพิจารณาถึงผลดีผลเสียของการให้และไม่ให้ยาป้องกัน
  • ถ้าไม่ทราบว่าผู้ที่เราสัมผัสติดเชื้อหรือไม่ การสัมผัสไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การให้ยาป้องกันอาจจะ
    เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
  • หากวิธีการได้รับเชื้อ เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ หรือพบแพทย์เกิน 72 ชั่วโมงหลังการสัมผัสไม่แนะนำ
    ให้รับยาป้องกันเพราะไม่ได้ผล

ผู้ที่ได้รับยาป้องกันต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง

  • ยาที่ได้ช่วงแรกไม่เกิน 3-5 วันเพื่อดูว่ามีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง ผลเลือดที่ตรวจเป็นอย่างไร
    และได้รับคำปรึกษาเกี่ยวการใช้ยาหรือโรค
  • หากแพทย์ไม่คุ้นกับการใช้ยา ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับรายที่คิดว่าเชื้อจะดื้อยา เด็ก
    คนท้องต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ผู้ที่ได้รับยาไม่ควรจะหยุดยาเอง หากมีอาการจากยาให้ปรึกษาแพทย์
  • ผู้ที่สัมผัสโรคควรจะได้รับการตรวจหาภูมิต่อเชื้อไวรัส HIV ที่ 4-6 สัปดาห์ 3และ6 เดือนหลังจาก
    สัมผัสเพื่อดูว่าได้รับเชื้อไปหรือเปล่า นอกจากนั้นยังต้องตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซี การตั้งครรภ์
  • ผู้ที่สัมผัสโรคควรจะรู้เกี่ยวกับอาการแสดงของการติดเชื้อ HIV
  • ผู้ที่สัมผัสโรคต้องป้องกันการติดเชื้อไปสู่คนอื่นโดยการงดหรือสวมถุงยางหากมีเพศสัมพันธ์
    จนกระทั่งพิสูจญ์ว่าไม่ได้รับเชื้อจากคนป่วย
  • สำหรับผู้ที่นำเชื้อมาแพร่ก็ควรที่จะได้รับการรักษาและคำแนะนำเพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
 
ประกาศเมื่อวันที่ 12 มกราคม. 2559  :: จำนวนผู้อ่าน 864 คน